องค์ประกอบของการเกิดจันทรุปราคา
1. ดวงอาทิตย์ (Sun)
แม้ดวงอาทิตย์จะอยู่ห่างจากโลกถึง 93,000,000 ไมล์ แต่ดวงอาทิตย์ก็ยังให้แสงสว่างและความร้อนเป็นจำนวนมาก ทั้งนี้เพราะดวงอาทิตย์มีอุณหภูมิที่พื้นผิวประมาณ 11,000 องศาฟาเรนไฮต์ และอุณหภูมิที่ศูนย์กลางราว 35,000,000 องศาฟาเรนไฮต์ พื้นผิวของดวงอาทิตย์ประกอบด้วยเปลวเพลิงที่เกิดจากการสลายตัวของไฮโดรเจนไปเป็นก๊าซฮี่เลี่ยมจึงก่อให้เกิดความร้อนสูง บางคราวเปลวเพลิงนี้จะระเบิดพลุ่งปลิวออกจากเวหาภายนอก ห่างจากพื้นผิวของดวงอาทิตย์นับเป็นล้าน ๆ ไมล์ก็มี
ดวงอาทิตย์เป็นศูนย์กลางของสุริยจักวาล มีดาวเคราะห์ 9 ดวง และบริวารอื่น ๆ รวมทั้งโลก หมุนเวียนอยู่โดยรอบ ดวงอาทิตย์เป็นศูนย์กลางที่ให้พลังงานแสงสว่าง ความร้อนและพลังงานอื่น ๆ แก่โลก พลังเหล่านี้ได้รับทั้งตรงและทางอ้อม พลังงานของดวงอาทิตย์ได้รับทางอ้อม เช่นพลังงานจากถ่านหินและน้ำมันเป็นต้น เชื้อเพลิงสองอย่างนี้ต่างได้รับพลังงานจากดวงอาทิตย์ทั้งสิ้น ค่าที่ถ่านหินเกิดจากไม้และน้ำมัน และเกิดจากซากของสัตว์ที่ตายทับถมอยู่ใต้ดินนับเป็นเวลาล้าน ๆ ปี ทั้งพืชและสัตว์ต้องอาศัยพลังงานจากดวงอาทิตย์เป็นเครื่องยังความเจริญเติบโต ซึ่งเป็นเสมือนที่พักชั่วคราวของพลังงานดวงอาทิตย์เช่นกัน การที่มนุษย์อาศัยพลังงานจากถ่านหินและน้ำมันก็เหมือนกับอาศัยพลังงานจากดวงอาทิตย์
2.โลก (Earth)
โลกเป็นดาวเคราะห์ดวงที่ 3 ของสุริยจักรวาลมีขนาดใหญ่มาก เพราะถ้าเราขุดอุโมงให้ลึกลงไปจากผิวโลกด้านหนึ่งผ่านจุดศูนย์กลางของโลกและไปออกทางผิวโลกในด้านตรงกันข้ามแล้ว จะได้อุโมงค์ที่ยาวถึง 8,000 ไมล์ และถ้าจะเดินทางให้รอบโลกโดยไม่กลับหลังเลย จะต้องสิ้นระยะทางถึง 25,000 ไมล์ และหากยกโลกทั้งโลกไปชั่งก็จะได้น้ำหนักรวม 5,883,000,000,000,000,000,000,000 ตัน แต่กระนั้นก็ตามเมื่อเปรียบเทียบกับดาวเคราะห์บางดวงแล้ว โลกก็เป็นดาวเคราะห์ดวงเล็ก ๆ ดวงหนึ่งของระบบสุริยจักวาลเท่านั้น โลกมีลักษณะทรงกลม มีการเคลื่อนไหว 2 อย่าง คือ หมุนรอบตัวเองกินเวลารอบละ 24 ชั่วโมง และหมุนรอบดวงอาทิตย์กินเวลารอบละ 365 วัน ในการหมุนรอบตัวเองนั้นในบริเวณเส้นศูนย์สูตรผิวโลกจะเคลื่อนที่ไปด้วยอัตราเร็ว 1,000 ไมล์ต่อชั่วโมง และในการหมุนรอบดวงอาทิตย์นั้นมีอัตราเร็ว 18 ไมล์ต่อวินาที การที่เราไม่รู้สึกว่าโลกหมุนรอบตัวเองและหมุนรอบดวงอาทิตย์นั้น เป็นเพราะโลกมีขนาดใหญ่ และทุก ๆ สิ่งที่อยู่รอบตัวเราต่างก็หมุนรอบดวงอาทิตย์ไปด้วย การสังเกตการเคลื่อนไหวของโลกจึงต้องสังเกตจากดวงดาวในท้องฟ้า ที่เปลี่ยนตำแหน่งไปเป็นจักรราศีเวียนเป็นรอบ ๆ ในเวลาอันจำกัด
ผิวโลกทั้งหมดนั้น 3 ใน 4 ส่วนปกคลุมด้วยน้ำ ซึ่งได้แก่มหาสมุทรต่าง ๆ พื้นดินที่ปรากฏอยู่ 1 ใน 4 นั้น บางส่วนในครั้งหนึ่งเคยอยู่ใต้ผิวน้ำมาแล้ว นักธรณีวิทยากล่าวว่าภายในศูนย์กลางของโลกมีความร้อนสูงขนาดที่แร่ธาตุต่างๆ ละลายเหลวอยู่ ส่วนผิวชั้นนอกสุดของโลกเป็นบรรยากาศที่ประกอบด้วยก๊าซไนโตรเจน ออกซิเจน คาร์บอนไดออกไซด์ ละอองไอน้ำ ฝุ่นและก๊าซต่างๆ หุ้มโลกโดยรอบหนาถึง 200 ไมล์ เพราะแผ่นดิน น้ำ และบรรยากาศนี่เองเป็นตัวการสำคัญที่ทำให้สิ่งมีชีวิตเกิดขึ้น ภายใต้การเอื้อเฟื้อของพลังงานแสงสว่างและความร้อนจากดวงอาทิตย์ และถ้าเราผ่าโลกออกเป็น 2 ซีก เราจะพบว่าส่วนต่าง ๆ ของโลกจะประกอบไปด้วย
1. เปลือกโลก (Crust) เป็นชั้นของพื้นดินที่หนาประมาณ 100 กิโลเมตร เป็นส่วนที่มนุษย์อาศัยอยู่
2. แกนกลาง (Mantle) เป็นส่วนที่หนาประมาณ 2,790 กิโลเมตร
3. แกนใน (inner core) เป็นของแข็งที่มีความร้อนและความกดดันสูงมาก ประกอบด้วยแร่เหล็กและนิเกิลเป็นส่วนใหญ่ หนาประมาณ 1,220 กิโลเมตร
4. แกนนอก (Outer core) ประกอบไปด้วยของเหลว หนาประมาณ 2,260 กิโลเมตร
5. ชั้นของบรรยากาศ (Atmosphere) แผ่ขยายขึ้นไปไกลที่สุดประมาณ 900 ไมล์จากพื้นโลก
3. ดวงจันทร์ (Moon)
ดวงจันทร์เป็นบริวารของโลกอยู่ห่างออกไป 238,900 ไมล์ มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 2,160 ไมล์ หมุนรอบตัวเองและหมุนรอบโลกในอัตราเร็วและเวลาเกือบเท่ากัน คือ 27 วัน 7 ชม. 43 นาที ด้วยเหตุนี้เองคนบนโลกจึงเห็นผิวพื้นของดวงจันทร์เพียงด้านเดียวเสมอ
ดวงจันทร์ไม่มีแสงสว่างในตัวเอง และไม่มีอากาศห่อหุ้ม ดังนั้นในตอนกลางวันด้านที่ได้รับแสงสว่างจากดวงอาทิตย์จะมีความร้อนมาก แต่ในด้านตรงกันข้ามซึ่งไม่ได้รับแสงสว่างจากดวงอาทิตย์นั้น จะมีอุณหภูมิเยือกเย็นต่ำกว่าจุดน้ำแข็งเสียอีก ดังนั้นสิ่งที่มีชีวิตจึงมีอยู่ในดวงจันทร์ไม่ได้
แสงสว่างที่ดวงจันทร์สาดส่องมายังผิวโลกเป็นแสงสะท้อนมาจากดวงอาทิตย์อีกต่อหนึ่ง ในคืนวันเพ็ญซึ่งเราจะเห็นผิวพื้นของดวงจันทร์ได้เต็มดวงและด้วยตาเปล่า จะเห็นรอยดำๆ ปรากฏทั่วไปในพื้นดินคล้ายกับรูปของกระต่ายหรือยายแก่ตำข้าว แต่ถ้ามองดูผิวพื้นของดวงจันทร์ด้วยกล้องโทรทรรศน์แรงสูง จะพบว่ารอยดำ ๆ เหล่านั้นที่แท้ก็คือผิวที่ขรุขระเต็มไปด้วยขุนเขาสูง และหุบเหวลึก อันเป็นลักษณะของภูเขาไฟที่ดับแล้วจำนวนนับไม่ถ้วนของดวงจันทร์ นอกจากนี้ตามผิวพื้นราบยังปรากฏเป็นหลุมลึกขนาดใหญ่มหึมาอีกมากมาย ซึ่งเข้าใจกันว่าเกิดจากการกระแทกอย่างแรงของสะเก็ดดาวนอกเวหาที่พุ่งเข้าชนดวงจันทร์
การเคลื่อนที่ของดวงจันทร์นอกโลกเป็นไปอย่างสม่ำเสมอ มนุษย์เราจึงใช้ดวงจันทร์เป็นเครื่องวัดเวลาในการทำปฏิทินทางจันทรคติ การเคลื่อนที่ของดวงจันทร์แบ่งออกเป็น 3 แบบ คือ หมุนรอบตัวเอง หมุนรอบโลก และ หมุนรอบดวงอาทิตย์ ขณะหมุนรอบตัวเองก็หมุนรอบดวงอาทิตย์และโลกไปด้วย ทั้งโลกและดวงจันทร์ต่างก็มีเงาทอดยาวออกไปในอวกาศด้วยกัน เมื่อต่างฝ่ายต่างโคจรมาอยู่ในแนวเดียวกันดวงจันทร์อาจทอดเงามายังโลก และเงาของโลกอาจทอดยาวไปยังดวงจันทร์ โดยมีดวงอาทิตย์เป็นองค์ประกอบร่วมด้วยก็เป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดปรากฏการณ์ที่เรียกว่า สุริยุปราคา และ จันทรุปราคา
ที่มา[1] : http://www.rmutphysics.com/CHARUD/scibook/eclipse/index19.htm
[2] : http://horo.giggog.com/125280
[3] : http://www.rmutphysics.com/CHARUD/scibook/eclipse/index20.htm
[4] : http://www.chaiyatos.com/geo_lesson1.htm
[5] : http://www.rmutphysics.com/CHARUD/scibook/eclipse/index21.htm
[6] : http://www.neutron.rmutphysics.com/science-news/index.php?option=com_content&task=view&id=2445&Itemid=4



ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น